[rev_slider alias="op6-2019"]

“กะทิ” ไม่ใช่ผู้ร้าย

กะทิ

หลาย คนยังมีความเข้าใจที่ ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการบริโภค “กะทิ ” ส่วนหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่า กะทิเป็น ผู้ก่อการร้าย ที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ หารู้ไม่ว่า ข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์และยืนยันจาก นักโภชนาการ ระบุว่า กะทิ “ไม่ใช่”ผู้ร้าย ตรงกันข้ามกลับเป็นพระเอกเพราะมีต่อ ประโยชน์ต่อร่างกาย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมั นมะพร้าวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สารอาหารในกะทิ มีหลายชนิด ทั้ง วิตามิน แร่ธาตุ และอิเล็กโทรไลท์ รวมทั้งโพแทสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวถูกสร้างขึ้นจากกรดไขมันห่วงโซ่สั้น และห่วงโซ่กลางได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นพลังงานแทนการจัดเก็บเป็นไขมัน ฉะนั้น แม้ว่าไขมันอิ่มตัวจะสูง แต่มะพร้าวสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะกรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งถูกย่อยได้ง่ายและ เคลื่อนย้ายได้สะดวก เมื่อบริโภคเข้าไปจะผ่านลำคอไปยังกระเพาะเข้าสู่ลำไส้แล้วเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันเหมือน กับน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ดังนั้นผู้บริโภคกะทิจึงแข็งแรงเพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคเข้าไป อีกทั้งยังไปกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ ทำงานได้ดีขึ้น ก่อให้เกิดความร้อน จากผลของอุณหภูมิ Thermogenesis ซึ่งจะช่วยในการเผาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกัน ให้เปลี่ยนเป็น พลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันใน ร่างกาย จึงเป็นที่มาว่า ทำไมกะทิ ถึงช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ ห่วงโซ่กรดไขมันกลางในกะทิ ประกอบด้วยกรดลอริค ยังมีคุณสมบัติช่วยต้านไวรัส ป้องกันแบคทีเรีย ป้องกันจุลินทรีย์ และต้านเชื้อรา กะทิสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็น ทางเลือกสำหรับผู้แพ้แลคโตสหรือแพ้ นม จากสัตว์ อีกด้วย เพราะกะทิ สามารถใช้ประกอบอาหาร คาวหวาน ได้หลากหลายเมนู แต่การรับประทานที่มากเกินพอดี ก็จะส่งผลร้ายต่อร่างกาย ได้เช่นกัน ฉะนั้น ควรรับประทานแต่พอเหมาะพอดีเพื่อสุขภาพที่ดี เมื่อรู้แล้ว อย่ากลัวการบริโภค กะทิ เพราะกะทิมีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ กายใจ